OPINION

เรื่องเล่าจากอากง ตอนที่ 2

หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
19 ต.ค. 2560
มีคุณผู้อ่านทักท้วงมาว่า ในตอนที่ 1 นั้น ลองคำนวนอายุอากงจากปีเกิดได้เพียง 88 ปีเท่านั้น เหตุใดจึงเขียนว่าอากงอายุ 91 ปี
เพิ่มไปถึง 3 ปี คำตอบก็คือ ปีแรกที่บวกเข้ามา เกิดจากการแจ้งเกิดช้า ถึงแม้ว่าในใบเกิดจะเขียนว่า 11 มกราคม พ.ศ.2472
แต่แท้จริงแล้ว อากงเกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2471 ส่วนปีที่สองนั้นมาจากการนับอายุของคนจีนที่ต้องบวกหนึ่ง
เพราะนับอายุตอนอยู่ในท้องแม่เข้าไปด้วย และสำหรับปีสุดท้าย มาจากการนับปีตามปฏิทินจีน ซึ่งถือเอาวันที่ 4 กุมภาพันธ์
เป็นวันขึ้นปีใหม่ ฉะนั้น การที่อากงเกิดในเดือนมกราคม จึงนับเป็นเดือนสุดท้ายของปีเก่า ไม่ใช่เดือนแรกของปีใหม่
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่อากงของฉันนับอายุตนเองเพิ่มไปถึงสามปีจากใบเกิดนั่นเอง

อีกหนึ่งประเด็นคือ หากว่ามีห้องน้ำอยู่ในบ้านแล้ว จะออกไปอาบน้ำที่แม่น้ำทำไม คำตอบก็คือ ห้องน้ำเป็นเพียงส่วนที่มีม่านกั้น
แยกจากห้องนอน และมีถังวางไว้เพื่อใช้ขับถ่ายทั้งเบาและหนัก พอเต็มก็เอาไปเททิ้งเพียงเท่านั้น
 
ตอนที่ 2

“ก้อนหินคั่วเกลือที่คนจีนคีบดูดพร้อมข้าวแบบในหนัง อากงกินบ่อยมั้ย”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า”
อากงตอบฉันด้วยน้ำเสียงขำขันและพูดต่ออีกว่า ถือว่าแกยังโชคยังดีที่ได้อิ่มท้องทุกวันด้วยข้าวและหัวมัน ถึงแม้กับข้าวจะซ้ำไปซ้ำมา
ระหว่าง เกี่ยมฉ่าย ไชโป้ว และกานาฉ่าย แต่ก็ถือว่าไม่ได้อดมื้อกินมื้อ ส่วนเนื้อสัตว์จะได้กินก็ต่อเมื่อถึงช่วงตรุษจีนหรือมีไหว้เจ้าเท่านั้น
ยกเว้นปลาและหอยที่จับได้เองจากคลอง

หลังฤดูเกี่ยวข้าวในช่วงเดือนหกและเดือนเจ็ด ปลาแหวกว่ายเต็มท้องนา ทุกบ้านจึงทำที่ดักปลาเองจากไม้ไผ่ โดยใช้ลูกน้ำ
กับขี้เถ้าผสมกันเป็นเหยื่อล่อให้ปลาว่ายเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ แต่จะว่ายออกมาไม่ได้เพราะไม้ไผ่แหลม นอกจากนี้ยังมีกบและปูนา
ที่สามารถจับมาประกอบอาหารได้ทั้งหมด นอกจากที่ดักปลาที่ทุกบ้านทำเองแล้ว ยังมีโถ่วลั้น อุปกรณ์ทำจากไม้ไผ่ ลักษณะคล้ายหม้อ
ที่ใช้แยกเมล็ดข้าวและเปลือกข้าวออกจากกันในขั้นแรก แล้วค่อยเอาไปตำในครก
เพื่อแยกเปลือกข้าวชั้นบางๆอีกชั้นให้หลุดออกไป ก่อนนำไปหุงนั่นเอง

ในช่วงที่เหลืออากงอยู่คนเดียวในบ้าน แกก็ไม่ลืมไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษด้วยไชก้วยที่แกทำเอง อากงให้ความสำคัญอย่างมาก
กับการไหว้บรรพบุรุษเพื่อไม่ให้เราลืมชาติกำเนิดของเรา อากงบอกว่าถ้าไม่มีบรรพบุรุษแล้วเราจะเกิดมาจากอะไร ในปีๆหนึ่ง
บ้านของเรามีไหว้กันหลายรอบ สารภาพตามตรงว่าฉันเองก็จำไม่ค่อยได้ ทั้งไหว้เทศกาลขนมอี๋ หรือที่เรียกติดปากว่า หนมอี๋
ลักษณะคล้ายขนมบัวลอย ไหว้ครบรอบวันตายอาเหล่ากง เหล่าม่า อาม่า ไหว้สารทจีน ตรุษจีน ไหว้เชงเม้ง (ไหว้บรรพบุรุษ)
ไหว้พระจันทร์ ความแตกต่างของการไหว้ที่เมืองไทยกับที่เมืองจีนคือปริมาณอาหารที่มีมากกว่า โดยเฉลี่ยคือ 8 อย่าง และยังมี
เป็ด ไก่ ผลไม้ 5 อย่าง ขนมถ้วยฟู และที่ขาดไม่ได้คือกระดาษเงินกระดาษทอง


(สถานที่ไหว้บรรพบุรุษในหมู่บ้าน)

ฉันพอรู้มาว่า อากงไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ตั้งแต่เด็กแกพูดได้แค่ภาษาจีนแต้จิ๋ว คนที่จะได้เรียนภาษาจีนกลางคือคนที่เรียน
ระดับสูงเท่านั้น อากงได้เรียนหนังสือจากลูกพี่ลูกน้องของแกที่เป็นคนสอนหนังสือเพียงแค่ปีเศษ ที่ไม่ได้เรียนต่อจนถึงระดับ
ภาษาจีนกลางก็เพราะว่า พ่อของอากงมีหมาสีขาวที่รักมากอยู่ตัวหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งมันหายไป อากงจึงออกตามหา และได้ไป
เห็นกับตาว่า ลูกพี่ลูกน้องคนนี้นี่แหละ กำลังต้มหมาสีขาวตัวนั้นเพื่อจะกิน เลยกลายเป็นว่าอากงและลูกพี่ลูกน้องคนนี้ทะเลาะกัน
แล้วไม่ให้อากงเรียนต่อ จากวันนั้นจนวันนี้ อากงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสืออีก แต่ว่าทุกวันนี้ แกอ่านออกเขียนได้ทั้ง
ภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ โดยการศึกษาด้วยตัวเองแบบครูพักลักจำ

อากงใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวที่นั่นจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นอากงอายุยี่สิบปีพอดี นอกจากจะมีสงครามแล้ว พื้นที่
ยังแล้งหนัก ฝนไม่ตกต่อเนื่องนานกว่าสองปี ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น นาก็ทำไม่ได้ คนที่จะทำนาได้ต้องมีพื้นที่อยู่ใกล้คลองมาก
ส่วนบริเวณห่างออกไปไม่สามารถทำนาได้เลย ผู้คนเริ่มอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกพี่ลูกน้องของอากงคนหนึ่งตัดสินใจพาเมียอพยพ
ไปหาพ่อของตนที่อาศัยอยู่ที่เมืองไทย อากงเลยขอมาด้วย พร้อมๆกับคนจีนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกจำนวนมากที่ตัดสินใจออก
เดินทางไปตายเอาดาบหน้า

ปี พ.ศ. 2492 อากงโดยสารด้วยเรือสำเภาบรรทุกสินค้า ที่ถูกดัดแปลงให้บรรทุกคนได้ถึงสองพันกว่าคน เดินทางออกจากเมืองซัวเถา
ใช้เวลายาวนานเจ็ดวันเต็มกว่าจะมาถึงท่าเรือที่หั่วเตี่ยน ข้างๆโรงหนังเก่า หรือโรงหนังศรีสาธร แถวบางรัก ที่คนสมัยนั้นคุ้นเคยดี
ค่าโดยสารอยู่ที่สองแสนสองหมื่นหยวน อากงไม่แน่ใจว่าเทียบเป็นเงินไทยได้เท่าไร แต่ที่รู้คือ เงินเก็บทั้งหมดของอากงมีไม่พอค่าเรือ
โชคยังดีที่พี่สาวให้ยืมสมทบจนพอค่าเรือ แต่ก็ไม่พอค่าตรวจคนเข้าเมืองไทยอยู่ดี สิ่งที่อากงทำได้ คือบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร
ไว้ค่อยไปขอยืมจากอาเหล่ากู๋คงได้ แล้วค่อยไปทำงานที่ร้านขายปูนทรายของแกเพื่อทยอยใช้หนี้

ภายในเรือ ทุกคนจะได้รับถังน้ำเล็กๆคนละใบ ใช้สำหรับรองน้ำไว้ล้างหน้า ล้างตา และดื่มกินเท่านั้น ไม่มีการอาบน้ำตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน
สิ่งที่ดีที่สุดของการขึ้นเรือคืออาหาร ที่มีให้ทานอย่างอิ่มหนำสำราญทุกมื้อ อากงบอกว่าอยู่บนเรือ มีอาหารให้กินดีกว่าอยู่ที่บ้านหลายเท่านัก
ส่วนบรรยากาศโดยรวมถือว่าค่อนข้างแออัด และคับแคบ หลายคนเมาเรือตลอดการเดินทาง แถมยังมาเจอพายุกลางทาง ทำให้เหตุการณ์
เลวร้ายขึ้นไปอีก ผู้คนที่นอนกันอยู่บนเรือทั้งด้านบนและด้านล่าง ต้องหลบเข้าไปอัดรวมกันด้านล่างของเรือ คนเดินเรือต้องเอาผ้าใบมา
ปิดตรงช่องทางลงบริเวณกลางเรือเพื่อกันฝนสาด อากาศหายใจก็ยิ่งน้อยลงไปอีก คนที่เมาเรืออยู่แล้วยิ่งเมาหนัก
อาเจียนกันทั่ว อากงบอกว่าโชคดีที่แกไม่เมาเรือ ไม่เป็นอะไรเลย

ฉันไม่แปลกใจที่อากงไม่เมาเรือเลย เพราะตลอดเวลายี่สิบเก้าปีที่อยู่ด้วยกันมา อากงของฉันแข็งแรงกว่าใคร ทุกวันนี้ในวัยเก้าสิบเอ็ด
แกยังไปเดินออกกำลังกายและรำกระบองที่สวนแถวบ้านทุกเช้า หากวันไหนประตู หรือหน้าต่างที่บ้านพัง อากงจับซ่อมเองทั้งนั้น

ฉันถามอากงต่อว่า ทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนมาตัวคนเดียวแบบนี้ อากงกลัวไหม แกตอบทันทีว่า จะให้กลัวอะไร อยู่ต่อสิต้องกลัว
เพราะที่หมู่บ้านขององกงตอนนั้น แค่ข้าวยังไม่ค่อยจะมีให้กิน ผู้คนอดอยาก เงินกู้นอกระบบมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละยี่สิบต่อเดือน
สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยมาก เข้าขั้นเลวร้าย ค่าเงินก็เล็กลงเรื่อยๆจนแทบไม่มีค่า อากงบอกว่า ยอมมาสู้ที่เมืองไทยดีกว่า

อากงเล่าอีกว่า ผู้นำในยุคนั้นอย่าง เจียงไคเช็ค ได้พิมพ์เงินหยวนออกมาเพื่อใช้งานในด้านต่างๆ ทั้งทำสงครามกับญี่ปุ่นและ
เพื่อกวาดล้างพวกคอมมิวนิสต์ (นำโดยเหมาเจอตุง) แต่ว่าสุดท้าย เจียงไคเช็คพ่ายให้กับเหมาเจอตุง ตัวเองจึงลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศไต้หวัน
กลายเป็นว่าเงินหยวนของเจียงไคเช็คใช้การไม่ได้ กลายเป็นแค่เศษกระดาษ ส่วนเงินหยวนที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้
เป็นเงินที่พรรคคอมมิวนิสต์พิมพ์ขึ้นมาใช้ภายหลัง ดังนั้น ถึงแม้เงินจากสองผู้นำจะเป็นเงินหยวนเหมือนกัน
แต่มูลค่าจริงนั้น ไม่เท่ากันเลยแม้แต่น้อย




(ธนบัตรจีน สมัยเจียง ไค เช็ก)

ฉันสงสัยว่า เงินง้วนที่เคยเห็นในหนังจีนโบราณ มีใช้กันในยุคไหน อากงบอกว่าอากงก็ไม่เคยใช้เหมือนกัน แต่ก็รู้จักว่าเป็นเงิน
ที่ใช้มาแต่สมัยโบราณ ลักษณะเป็นก้อนเงิน หรือก้อนสำฤทธิ์ ในภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า ง้วนป้อ ส่วนในภาษาจีนกลางเรียกว่า หยวนเป่า
 
About the Author
เป็ดที่ผ่านงานในวงการบันเทิงมาแล้วทุกแบบ ทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร ดีเจ นักพากย์.. แต่ตอนนี้กำลังสนุกกับบทบาทใหม่ในฐานะพิธีกร New Gen ของเจาะใจ พ่วงด้วยบทบาทเบื้องหลังใน Johjaionline.com แบบเต็มตัว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในแง่ตรรกะของเกม คนพิเศษเหล่านี้คือคนที่ “ไร้เหตุผล” แต่พวกเขาคือคนที่ทำให้สังคมอยู่รอด คนเหล่านี้ยอมที่จะ “แพ้” เพื่อให้คนอื่นส่วนใหญ่ ”ชนะ” อย่างฟรีๆ 
 
ไม่มีใครอยากที่จะพูด “ปฏิเสธ” คำบอก “รัก” และไม่มีใครอยากจะ “เสียใจ” เพราะ “ความรัก”